วันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

ช่วงเวลาในการทานอาหาร 3 มื้อ

 


เรื่องอาหารการกินถือเป็นเรื่องสำคัญ เช่นเดียวกับการกินอาหารให้ถูกมื้อและถูกช่วงเวลา จะช่วยทำให้สามารถนำสารอาหารไปบำรุงเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้อย่างเต็มที่

มื้อเช้า (07.00 – 09.00 น.)

เป็นช่วงเวลาที่กระเพาะอาหารทำงานได้ดีที่สุด หากทานช่วงนี้จะทำให้กระเพาะแข็งแรง ขับถ่ายเป็นปกติ

มื้อกลางวัน (12.30 น.)

ควรรอเวลาหลังเที่ยงไปนิดแล้วค่อยทาน เลือกทานคาร์โบไฮเดรตไม่ขัดสี และผลไม้เพื่อเพิ่มพลังให้ร่างกาย

มื้อเย็น (ก่อนสองทุ่ม)

กินอาหารแต่พอดี หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง น้ำอัดลม และเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ โกโก้เย็น เครื่องดื่มชูกำลัง เพราะจะเข้าไปทำให้ประสาทตื่นตัวจนนอนไม่หลับ

ขอขอบคุณ 

ข้อมูลจาก: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, SOOK MAGAZINE ฉบับที่ 45

วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

กินอาหารนอกบ้านอย่างไรให้สุขภาพดี

ตามสถิติคนกรุงเทพฯ(ผู้มีอายุระหว่าง 13 -49 ปี) ทานอาหารนอกบ้านเฉลี่ยถึง 21 ครั้งต่อเดือน เเต่ไม่ต้องตกใจไป หากเราไม่สามารถทำอาหารทานเองได้ ก็ลองมาดูเคล็ดลับง่ายๆ ในการทานอาหารนอกบ้าน ว่าทานอย่างไรให้สุขภาพดี 

1.วางแผนว่าจะกินอะไรก่อนออกจากบ้าน เลี่ยงการทานฟาสต์ฟู้ด เเละเลือกร้านที่ปรุงอาหารสดใหม่ 

2.ถามส่วนผสมก่อนไม่น่าอาย เพื่อสุขภาพสามารถทำได้ไม่น่าเกลียด เช่น จานนี้ใช้เนื้อส่วนไหน ใช้น้ำมันอะไรจะได้ขอปรุงเเบบพิเศษได้ 

3.เลือกปรุงแบบพิเศษได้ เช่น มื้อนี้ขอปลานึ่งเเทนปลาทอด ขอน้ำมันน้อยหน่อย ไม่ใส่ผงชูรส ลดหวาน เค็ม 

4.เลี่ยงน้ำหวาน ทานน้ำเปล่า อาหารจะอร่อยขึ้น เเละสุขภาพก็ดีขึ้นด้วย 

5.เคี้ยวให้ช้า ปกติสมองจะส่งสัญญาณให้อิ่มหลังทานไปแล้ว 20 นาที

ขอขอบคุณ 

ข้อมูลจาก: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, SOOK MAGAZINE ISSUE NO.45 AUG 2016

วันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

เลี่ยงคอเลสเตอรอล ให้ถูกทาง


ไม่ว่าคนผอม หรือคนอ้วน เสี่ยงคอเลสเตอรอลสูงได้ทั้งสิ้น ซึ่งพอคอเลสเตอรอลสูง ก็จะทำให้เสี่ยงเกิดโรคหลอดเลือดและหัวใจได้ในที่สุด ทางที่ดี มาหนีคอเลสเตอรอลตามนี้กันดีกว่า!!

1.ทานเนื้อสัตว์แค่ 6-9 ช้อนโต๊ะ/วัน: เลือกเนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมันและหนัง

2.หลีกเลี่ยงอาหารทอดต่าง ๆ: โดยเฉพาะของทอดจากน้ำมันทอดซ้ำ ซึ่งเป็นอันตรายต่อหลอดเลือดและหัวใจอย่างมาก

3.ใช้น้ำมันในปริมาณที่เหมาะสม: ควรใช้น้ำมันปรุงอาหารไม่เกินวันละ 5 ช้อนชา สำหรับคนทั่วไปที่ไม่ต้องการพลังงานมาก และไม่เกิน 9 ช้อนชา สำหรับผู้ใช้แรงงานหรือนักกีฬา โดยใช้น้ำมันมะกอก น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันรำข้าวประกอบอาหาร

4.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ: สัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละอย่างน้อย 30 นาที เพื่อสุขภาพดีป้องกันโรคคอเลสเตอรอลสูง

ขอขอบคุณ

ข้อมูลจาก: นิตยสาร SOOK, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ

วันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2563

คุณกำลังเสพติด ความหวานหรือไม่

อยากรู้ไหมว่าตัวเองให้ติดหวานอยู่หรือเปล่า?  ลองมาทำแบบทดสอบง่ายๆ นี้กันดีกว่า จะได้ชี้ชัดกันไปเลยว่าคุณติดหวานหรือไม่? มาเช็คกันเลย

☑ ต้องกินน้ำหวานหรือน้ำปั่นทุกวัน แถมบางวันเพิ่มวิปครีม เพิ่มน้ำเชื่อมอีก

☑ กินก๋วยเตี๋ยวเป็นต้องใส่น้ำตาลหลายๆ ช้อน จนน้ำแทบจะเป็นน้ำเชื่อม

☑ รู้สึกอยากกินของหวานๆ ตลอดเวลา จนต้องมี ขนมหรือลูกอมติดโต๊ะเสมอ

☑ เห็นร้านเค้ก ร้านไอศกรีม ร้านขนมหวานเป็นต้องแวะเดินโฉบเข้าไปทุกครั้ง

☑ วันไหนไม่ได้กินของหวานจะหงุดหงิด กระสับกระส่ายเป็นพิเศษ

☑ รู้สึกฟินมากทุกครั้งเมื่อได้ลิ้มรสหวาน

☑ เมื่อรู้สึกแย่จะมองหาของหวานกินแก้เครียด

☑ ชอบกินของหวานเป็นอาหารจานหลัก ส่วนของคาวกินแค่พออิ่ม

☑ ถึงจะกินข้าวอิ่มแล้ว แต่ก็พร้อมเสมอสำหรับของหวานจานใหญ่

☑ กินขนมหวานชิ้นเดียวไม่เคยพอ ต้องจัดเต็มตลอด

เช็คผลลัพธ์

☑ ตรงเกิน 8 ข้อ: คุณกำลังเสพติดความหวานอย่างหนักแล้ว ลดการทานของหวานให้น้อยลงเพื่อสุขภาพที่ดีของตัวคุณด่วน!!

☑ ตรงเกิน 6 ข้อ: คุณเสพติดของหวานมากเหมือนกันนะ รีบปรับการกินหวานให้น้อยลงก่อนที่จะเสพติดหนักกว่านี้ดีกว่า

☑ ตรงเกิน 4 ข้อ: อย่าเพิ่งชะล่าใจไป!! คุณก็เสพติดความหวานเหมือนกัน แต่อยู่ในระดับปานกลาง

จะทำอย่างไรดี...ติดน้ำตาลเสียแล้ว

ไม่ควรแก้ปัญหาด้วยการหักดิบ เพราะสุดท้ายร่างกายจะทนไม่ไหว และกลับไปกินน้ำตาลในปริมาณที่มากกว่าเดิม ควรเริ่มจากค่อยๆ กินน้ำตาลน้อยลง เช่น กินน้ำหวานทุกวันก็ปรับเป็นกินน้ำเปล่าแทน พอร่างกายเริ่มชินก็เปลี่ยนเป็นกินหวานน้อยแบบพอดีแทน

ขอขอบคุณ

ข้อมูลจาก: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, นิตยสาร SOOK