วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2563

อาหารรสจัดถูกปาก แต่ไม่ ถูกใจหลอดเลือด

การกินอาหารรสจัด เช่น หวานจัด เค็มจัด มันสูง และไม่กินผัก ส่งผลเสียต่อหลอดเลือดเราอย่างไรบ้าง? มาดูกัน

1.กินหวานจัด กินน้ำตาลมากเกินไป จะทำให้เลือดเหนียว ข้น จนหลอดเลือดในร่างกายอักเสบ และหากกินมากเกินไปร่างกายจะเปลี่ยนน้ำตาลส่วนเกินมาเป็นไขมันสะสม ทำให้เสี่ยงเป็นโรคอ้วนและเบาหวานด้วย

2.กินมันจัด : การกินอาหารทอด เนื้อติดมัน ไขมันจากสัตว์ มากเกินไป ไขมันเกาะติดในผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดหัวใจตีบ นำไปสู่โรคอ้วน และกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด

3.กินเค็มจัด: โซเดียมเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะเกาะกับโมเลกุลของน้ำ ยิ่งกินเค็มจัดก็ยิ่งมีน้ำในกระแสเลือดมากกว่าปกติ ก็ยิ่งทำให้เกิดความดันเลือดสูง ซึ่งจะทำให้เซลล์เยื่อบุข้างในหลอดเลือดที่รับแรงกระแทกจากความดันแข็งตัวและเสื่อมลง โดยเฉพาะหลอดเลือดบริเวณไต เสี่ยงหลอดเลือดไตถูกทำลาย และเนื้อไตเสียหายในที่สุด

ขอขอบคุณ

ข้อมูลจาก: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, SOOK

วันพุธที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2563

ลดการปรุง ลดโรคร้าย

การรับประทานอาหารรสจัด เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม เผ็ด มากจนเกินไป ส่งผลเสียต่อสุขภาพโดยไม่รู้ตัว และยังเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยจากโรคต่าง ๆ โดยเฉพาะกลุ่มโรค NCDs หรือกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง

1. เลือกวัตถุดิบสดใหม่ เพราะจะมีรสชาติอร่อย โดยไม่ต้องปรุงเพิ่ม

2. กินสดๆ ดีกว่า เพราะอาหารที่ผ่านการปรุงแต่งน้อย จะยังคงสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายไว้ได้มากที่สุด

3. ชิมก่อนปรุง เพื่อป้องกันไม่ให้เติมเครื่องปรุง เช่น น้ำปลา น้ำตาลมากเกินไป

4. ดื่มน้ำเปล่าปรับการรับรส อย่างน้อยวันละ 1.5 ลิตร เพื่อไม่ให้ติดรสหวาน หันมาเลือกดื่มน้ำเปล่าที่ไม่ให้พลังงานแทนน้ำหวาน น้ำอัดลม น้ำผลไม้ และกาแฟ ชา ซึ่งเติมน้ำตาลที่ให้พลังงานสูง

5. เลือกเครื่องปรุงรสจากธรรมชาติ หากจำเป็นต้องใช้เครื่องปรุงรส ให้เลือกเครื่องปรุงรสจากธรรมชาติ แทนเครื่องปรุงรสที่ผลิตในระบบอุตสาหกรรมและมีสารปรุงแต่งสี กลิ่น รส สารกันบูด

ขอขอบคุณ

ข้อมูลจาก: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, SOOK MAGAZINE ฉบับที่ 45

วันอังคารที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2563

กินแบบไหน โรคร้ายถามหา

 

กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังยอดฮิตต่าง ๆ อย่างโรคเบาหวาน, โรคหลอดเลือดและหัวใจ, โรคความดันโลหิตสูง, โรคมะเร็ง ส่วนใหญ่เกิดขึ้นได้จากพฤติกรรมการกินของเรา

แล้วการกินแบบไหน เสี่ยงให้เกิดโรคร้าย มาดูไปพร้อมกันเลย!!

1.โรคเบาหวาน เกิดจากพฤติกรรมการกิน

ติดรสหวาน : น้ำตาลตกค้างในกระแสเลือดมากเกินไปเป็นสาเหตุของโรคเบาหวาน

ชอบกินอาหารไขมันสูง : หากร่างกายสะสมไขมันส่วนเกินเอาไว้มาก เผาผลาญไม่หมด จะทำให้เซลล์ดื้อต่ออินซูลิน

ดื่มเหล้า/เบียร์ : เซลล์ตับอ่อนอาจระคายเคืองจนอักเสบ สร้างอินซูลินได้ลดลง

2.โรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ เกิดจากพฤติกรรมการกิน

กินอาหารไขมันสูง : ก่อให้เกิดไขมันอุดตันในเส้นเลือด หลอดเลือดจะตีบ ทำให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้น้อย เกิดอาการกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และกล้ามเนื้อหัวใจอาจตายเฉียบพลันได้

ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ : สารในแอลกอฮอล์ทุกชนิดมีผลโดยตรงทำให้ผนังหลอดเลือดบาง ยิ่งกินเพราะความเครียด จะยิ่งส่งผลให้หลอดเลือดสมองแตกเฉียบพลันได้

3.โรคความดันโลหิตสูง เกิดจากพฤติกรรมการกิน

ชอบกินรสเค็ม : รสเค็มเต็มไปด้วยโซเดียม  หากมีความเข้มข้นของโซเดียมมาก จะทำให้มีการดูดน้ำกลับเข้าหลอดเลือด เกิดแรงดันเพิ่มมากขึ้น ทำให้ความดันเลือดสูง

กินฟาสต์ฟู้ดเป็นประจำ : ทำให้ไขมันเกาะอยู่ตามผนังเส้นเลือดจนหนา หัวใจต้องทำงานหนักในการสูบฉีดเลือด นำไปสู่โรคความดันสูงในที่สุด

4.โรคมะเร็ง เกิดจากพฤติกรรมการกิน

ปิ้งย่างทุกสัปดาห์ : ในเขม่าควันไฟที่ติดกับไขมัน เนื้อสัตว์ หรือในน้ำมัน มีสาร โพลี-ไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน รวมถึงเครื่องปรุงรส ที่อยู่ในเนื้อสัตว์ เมื่อถูกความร้อนจะเป็นสารก่อมะเร็งได้ในระยะยาว 

กินอาหารแปรรูป หรือกึ่งสําเร็จรูป ของหมักดองเป็นประจํา :  ล้วนแต่เป็นอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพในระยะยาว เนื่องจากมักมีส่วนประกอบที่ไม่ใช่อาหารตามธรรมชาติ เช่น การเติมสารให้ความหวาน การแต่งกลิ่น หรือรสสังเคราะห์ หรือสารถนอมอาหาร

ชอบกินของทอดน้ำมันซ้ำ : เพราะในน้ำมันที่ทอดซ้ำเกิน 2 ครั้งก่อให้เกิดกลุ่มสารโพลาร์ ส่งผลให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงและโรคหลอดเลือดหัวใจตีบได้ 

5.โรคอ้วนลงพุง เกิดจากพฤติกรรมการกิน

ไม่กินมื้อเช้า : ถ้าไม่กินอาหารเช้า น้ำตาลในเลือดจะต่ำลง สมองจึงสั่งให้กินมื้อถัดไปมากขึ้นเป็นการชดเชย ทำให้อยากกินของหวาน จึงเกิดเป็นไขมันสะสมรอบเอว 

กินเบเกอรี่เป็นประจำ : ไขมัน น้ำตาลและครีมเทียมในเบเกอรี่ เป็นไขมันทรานส์ ซึ่งเป็นต้นเหตุหลักของไขมันที่พุง ทำให้รอบเอวเกินได้ 

ดื่มเครื่องดื่มรสหวาน :  เครื่องดื่มรสหวาน ให้สารอาหารน้อย แถมให้พลังงานสูง ส่วนใหญ่มีส่วนผสมของน้ำตาลฟรุกโทสที่เป็นอันตรายต่อร่างกายในระยะยาว 

ขอขอบคุณ

ข้อมูลจาก: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, SOOK