วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

FOOD INFORMATION CENTER


ผักกูด ธาตุเหล็กสูง สารอาหารเพียบ ไม่กินคือพลาด
 ผักกูดไม่ใช่ผักทั่วไป แต่เป็นพืชตระกูลเฟิร์น ตามที่ภาษาอังกฤษเรียกผักกูดว่า Small Vegetable Fern 
หรือ Paco Fern ส่วนชื่อทางวิทยาศาสตร์ของผักกูดคือ Diplazium esculentum (Retz.) Swartz. อยู่ในวงศ์ Athyriaceae
กองโภชนาการ กรมอนามัย ได้แสดงคุณค่าทางโภชนาการของผักกูดสด ปริมาณ 100 กรัม ดังนี้
- พลังงาน 25 กิโลแคลอรี                 - น้ำ 93.7 กรัม
- โปรตีน 1.7 กรัม                          - ไขมัน 0.4 กรัม
- คาร์โบไฮเดรต 3.6 กรัม                  - ใยอาหาร 1.4 กรัม
- แคลเซียม 5 มิลลิกรัม                    - วิตามินซี 15 มิลลิกรัม                                           
- ฟอสฟอรัส 35 มิลลิกรัม                 - ธาตุเหล็ก 36.3 มิลลิกรัม
- เบต้าแคโรทีน 681 ไมโครกรัม          - วิตามินเอ 113 ไมโครกรัม
- วิตามินอี 2.05 มิลลิกรัม                 - ไทอะมีน 0.34 มิลลิกรัม
- ไรโบฟลาวิน 0.08 มิลลิกรัม             - ไนอะซิน 0.5 มิลลิกรัม    
สรรพคุณดี ๆ ที่อยากบอกต่อ
- มีธาตุเหล็กสูง ช่วยบำรุงโลหิต แก้โรคโลหิตจาง
- ช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุอาหารได้ดีขึ้น
- มีรสเย็น ดับร้อนในร่างกาย ลดไข้
- บำรุงสายตา
- ป้องกันเลือดออกตามไรฟัน
- เส้นใยอาหารสูง จึงช่วยการทำงานของระบบย่อยอาหาร และการขับถ่าย
- ขับปัสสาวะ
- ดูดซับสารพิษตกค้างในร่างกาย
- ต้านอนุมูลอิสระ
- ลดความดันโลหิตสูง
- ลดคอเลสเตอรอลในเลือด
ผักกูดเป็นผักที่มีธาตุเหล็ก เบต้าแคโรทีน ฟอสฟอรัส วิตามินเอ วิตามินซ๊ และวิตามินอีค่อนข้างสูง เป็นผักเพื่อสุขภาพที่ให้สารอาหารสำคัญต่อร่างกายค่อนข้างหลากหลาย ดังนั้นก็ควรกินบ่อย ๆ สลับกับผัก ผลไม้ชนิดอื่น เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน
ข้อควรระวังในการกินผักกูด
ผักกูดเป็นผักที่ไม่ควรกินสด เนื่องจากสารออกซาเลตในผักกูดอาจเพิ่มความเสี่ยงโรคนิ่วและโรคไตอักเสบได้ ดังนั้นควรปรุงสุก
ขอขอบคุณ
ข้อมูลจาก: กองโภชนาการกรมอนามัย , สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี , เดลินิวส์ , สำนักงานเกษตรจังหวัดอุตรดิตถ์ , โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ
ภาพจาก: เว็บไซต์กระปุก

วันพุธที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

FOOD INFORMATION CENTER


กลืนเม็ดกระท้อนน่ากลัวกว่าที่คิด

 โฆษกกระทรวงสาธารณสุขเตือนประชาชนกลืนเม็ดกระท้อน เสี่ยงติดคอทำให้หายใจไม่ออก หากหลุดเข้าไปในระบบย่อยอาหาร อาจทำให้ลำไส้อุดตันหรือทะลุ ฉีกขาดได้ 
นายแพทย์เกียรติภูมิ  วงศ์รจิต รองปลัดกระทรวงสาธารณสุขและโฆษกกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ช่วงเดือน เมษายน – กรกฎาคม ของทุกปีเป็นฤดูกาลของกระท้อนเป็นผลไม้ที่ได้รับความนิยมจากคนไทย ซึ่งเนื้อกระท้อนจะมีรสเปรี้ยวอมฝาดทำให้คนส่วนใหญ่นิยมรับประทานเมล็ดกระท้อนซึ่งมีรสหวานกว่า 
เนื่องจากเม็ดกระท้อนมีขนาดค่อนข้างใหญ่และลื่น หากไม่ระวังอาจไหลลงไปติดคอจนทำให้หายใจไม่ออก หากเม็ดกระท้อนหลุดเข้าไปในระบบย่อยอาหาร อาจไปทิ่มตำลำไส้ใหญ่ซึ่งมีผนังบางกว่า ทำให้ลำไส้ทะลุ หรือฉีกขาด และทำให้อุจจาระซึ่งเป็นของเสียรั่วไหลไปอยู่ในช่องท้อง จนเกิดการติดเชื้อรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต เพราะเม็ดกระท้อนมีปลายแหลมและแข็งมาก ร่างกายไม่สามารถย่อยได้ จะออกจากร่างกายได้ด้วยการถ่ายอุจจาระเท่านั้น 
นายแพทย์เกียรติภูมิ  กล่าวต่อว่า ปัจจุบันประเทศไทยพบผู้ป่วยสภาวะลำไส้อุดตันหรือทะลุจากเม็ดกระท้อนเฉลี่ยประมาณ 60-80 รายต่อปี ส่วนใหญ่มักพบในผู้สูงวัยเนื่องจากผู้ป่วยกลุ่มนี้ชอบกลืนเม็ดกระท้อนมากกว่ากลุ่มอื่น และผนังลำไส้ของผู้สูงอายุจะบีบตัวช้ากว่าวัยรุ่น ทำให้เม็ดกระท้อนอยู่ในท้องนานขึ้น 
โดยมักจะอุดตันและทะลุที่ลำไส้เล็กส่วนปลายซึ่งแคบ หรือลำไส้ใหญ่ซึ่งมีความโค้งทำให้เม็ดกระท้อนซึ่งแหลมคมทิ่มลำไส้จนทะลุ บางคนอาจกลืนเม็ดกระท้อนเข้าไปแล้วไม่เป็นอันตราย เพราะปลายด้านแหลมของเม็ดฝังอยู่กับกากอาหารชนิดอื่น ๆ ที่กินเข้าไป จึงถูกขับออกมาพร้อมกับอุจจาระ 
จึงขอเตือนประชาชนเมื่อทานกระท้อนควรคายเม็ดออก อย่ากลืนเม็ดกระท้อนหรือเม็ดผลไม้ขนาดใหญ่อื่นๆ เพราะอาจเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ หากเผลอกลืนเข้าไปแล้วถ้ามีอาการผิดปกติ เช่น ปวดท้อง ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาอย่างทันท่วงที
ขอขอบคุณ
ข้อมูลจาก: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ